Home ข้อคิดเตือนใจ “ขายดี แต่เจ๊ง” สาเหตุเพราะอะไร (เตือนสติคนยุคนี้)

“ขายดี แต่เจ๊ง” สาเหตุเพราะอะไร (เตือนสติคนยุคนี้)

8 second read
0

ทำไมขายดิบขายดี แต่ดันเจ๊ง ?? …

คุณอ่านไม่ผิ ดหรอก มันเป็นแบบนี้จริงๆ ข ายดี จนกระทั่งธุรกิจเจ๊ งจนต้องปิดตัวลง ในแบบที่เจ้าตัวเองก็ยังงงๆ

อยู่เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น เหตุการณ์เช่นนี้มักชอบเกิดขึ้นกับเจ้าของกิจการขนาดเล็กในบ้ านเรา และก็มีให้เห็นอีก

มากมาย เช่น ร้านอ า ห า ร ร้านจิปาถะ เป็นต้น ร้านที่เริ่มต้นเติบโตจากระบบเจ้าของคนเดียว มีความเชี่ยวชาญ

ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจึงนำเอาความเชี่ยวชาญนั้นๆ มาประกอบธุรกิจจนประสบความสำเร็จและมีลูกค้ ามากมาย

แต่มาวันหนึ่ง…จู่ๆก็เจ๊ งไปอย่ างง่ายๆซะงั้น เรามีเพื่อนที่รู้จักอยู่คนหนึ่งเขาอยู่ในภาวะเดียวกับที่ว่ามานี้แหละ

แต่โชคดีที่เขามาถามก่อนที่ธุรกิจจะเจ๊ ง เขามาถามว่าเป็นเพราะอะไรมันเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆ ที่ ธุรกิจไปได้ดีตลอด

ลูกค้ าก็เยอะ ยอดข ายในแต่ละวันนับเงินเมื่ อยมือเลย แต่ว่าต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้ในธุรกิจ เหมือนเติมเคยไม่เต็ม

ตลอดหลายปีที่ทำธุรกิจมานั้น เราเริ่มต้นถามจากคำถามง่ายๆว่า การเป็นเจ้าของกิจการนั้น ต้องมีเงินเดือนเดือนละ

เท่าไหร่ ก็เงียบ!! ก่อนที่จะถามกลับมาว่า ทำไมต้องมีเงินเดือนก็ในเมื่อเป็นเจ้าของอยู่แล้วไง ผมจึงถามคำถามที่สอง

ไปอีกว่า แล้วเป็นเจ้าของต้องใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ เขาลังเลนิดหน่อยก่อนจะตอบว่า ไม่รู้ว่าในแต่ละเดือนใช้ไปแล้ว

เท่าไหร่ เพราะจะใช้อะไร ก็หยิบไป ไม่ได้จดไว้ว่าจำนวนเท่าไหร่ ถ้าไม่พอก็รอให้เงินพอก่อนแล้วค่อยหยิบยืมต่อ

จากนั้นผมจึงถามคำถามที่สามว่า แล้วเงินที่ไปหยิบยืมจากลิ้นชักมานั้น เอาไปซื้ ออะไรหรอ คราวนี้เขาก็สาธย าย

ซะย าวเลย ก็ซื้ อทุกอย่ างที่เราต้องการ อาทิ เช่น กินข้าว ซื้ อของใช้เข้าบ้ าน กินเลี้ยงสังสรรค์ ผ่ อ น รถ และอีกมากมาย

และเหล่านี้แหลคือสาเหตุที่คนทำธุรกิจที่โตมากับมือเจ๊ง และเราได้สรุปแบบข้อๆ ได้ 3 สาเหตุ ดังนี้

1. ไม่ทำ รายรับ-รายจ่าย

พอถึงเวลาจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง หลังจากนั้นเราควรจะทำบัญชี รายรับ-รายจ่ายให้ตัวเองด้วย

ทำแบบคร่าวๆก็ได้ ให้พอได้รู้ว่าในแต่ละวันนั้นเราใช้จ่ายอะไรออกไปบ้าง ใช้ไปแค่ไหน และเหลือ

เงินใช้อีกเท่าไหร่ และเงินเดือนที่ตั้งให้ตัวเองนั้น ถ้าไม่พอใช้ก็ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองได้ แต่มันก็ควร

เป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผล และไม่ทำให้กระทบกับรายรับธุรกิจของเราด้วย

2. ใช้เงิน ที่ผิ ดประเภท

เพราะเห็นตัวอย่ างจากเพื่อนที่เอาเงินจากลิ้ นชักไปซื้ อข้าวกิน ไปซื้ อของใช้ต่างๆเข้าบ้ าน

เอาไปผ่ อ น รถ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องส่วนตัวทั้งนั้น เรื่องส่วนตัวก็ต้องใช้เงินส่วนตัวสิ

แต่เงินของธุรกิจควรจะไว้ใช้จ่ายเกี่ยวกับกับธุรกิจ เช่น ชำระห นี้การค้ า ซื้ อวัตถุดิ บต่างๆ

จ่ายเงินเดือนพนักงาน เป็นต้น ตอนที่เรารับเงินจากลูกค้ ามาในเงินแต่ละก้อนนั้นจะประกอบ

ไปด้วยต้นทุ นของสินค้ า ต้นทุนค่ าดำเนินการ และกำไ ร อยู่ในนั้นทั้งหมด ในทางกลับกัน

เวลาที่เราหยิบมันออกมากลับมองเพียงว่าวันนี้รับมาเท่าไหร่ มองว่าเป็นรายรับล้วนๆ โดย

ไม่คิดจะแย กทุ น แยกกำไรเลยสักนิด และเมื่อเอาไปใช้ไม่ถูกประเภท มันก็เท่ากับว่าเรา

ใช้ทั้งกำไ รและต้นทุ นไปทั้งหมดเลย ทีนี้แหละธุรกิจก็จะอยู่ในอาก าร ทุนหาย กำไรหด

หมดจนไม่เหลือ ฉะนั้นแล้วควรคิดให้ดีๆก่อนที่จะทำอะไร

3. ไม่แยกแยะเงินของธุรกิจ ออกจากเงินส่วนตัว

เพราะเราคิดว่าเราคือเจ้าของธุรกิจ จึงไม่ตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง เอาง่ายๆก็คือ คิดว่าเป็น

เจ้าของเงินทั้งหมดอยู่แล้ว จะใช้มันยังไงก็ได้ และนี่เป็นความคิดที่ผิ ดมาก เพราะเรา

ต้องมองธุรกิจให้เป็นเหมือนบุคคลอีกคนหนึ่ง ที่เรารับจ้างทำงานให้เขาอยู่ เวลาเราจ้ างใคร

ก็ต้องจ่ายเงินเดือนให้อย่ างชัดเจน และจะใช้เกินกว่านั้นไม่ได้ แต่ตัวเราซึ่งรับจ้ างธุรกิจ

ที่เราก่อตั้งขึ้นนั้นกลับใช้เงินได้อย่ างไม่จำกั ด มันจึงส่งผ ลทำให้เงินที่เป็นค่าใช้จ่ายใน

แต่ละเดือนไม่คงที่ ดังนั้น เราต้องตั้งเงินเดือนให้ตัวเองก่อน และจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง

เมื่อถึงสิ้นเดือน ทำเหมือนกับพนักงานคนอื่นๆ และก็ต้องใช้เงินจำนวนแค่นั้น ห้ ามไปหยิบ

ออกมาจากลิ้ นชักอีก ต้องไปหายืมคนอื่นเอาเอง ถ้าจะยืมจากลิ้ นชักจริงๆ ก็ต้องจดไว้

และจากนั้นก็ต้องนำมาคืนด้วย

ขอขอบคุณ : b i t c o r e t e c h

Load More Related Articles
Load More By kondee
Load More In ข้อคิดเตือนใจ

Check Also

ช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเรา มันก็เปรียบเสมือน “รถ 4 คัน”

ช่วงชีวิตที่ได้ผ่านมาของเรา มันก็เปรียบเสมือน “รถ … …